ก่อนวันหยุดยาวเข้าพรรษา รีบหนีคนไปเที่ยวดูทุ่งกระเจียวที่ชัยภูมิ ก่อนที่อภิมหาชนชาวสยามจะลงมาลุยอุทยานหินงามจนหินงอม…ไปซะก่อนขับรถเรื่อยๆ ไปทางสระบุรี ปากช่อง ชื่นชมต้นไม้เขียวชุ่มน้ำยามหน้าฝนมาตลอดทาง ...เที่ยวหน้าฝนมันก็ดีแบบนี้นี่เอง ขับรถตอนบ่ายก็ไม่ร้อน เพราะมีเมฆกางร่มมาให้ตลอดทาง
มาถึงอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหินงามเอาตอนบ่ายแก่ๆ มางวดนี้เราไม่ได้จองที่พักเพราะมากันในวันธรรมดา มีข้อมูลที่พักอยู่ในมือแล้วกะลุยเอาข้างหน้าแบบขี่ม้าเที่ยวเลย… ลุ้นๆ สนุกดี
หนึ่งในบรรดาที่หมายหมั้นปั้นมือว่าอยากยล ก็คือสะเลเตชาเล่ท์ ซึ่งอยู่ทางที่กำลังจะเข้าอุทยานพอดี ถือว่าใกล้มากถึงมากที่สุด แต่เราขับรถวนอยู่รอบนึงหาไม่เจอ เลยโทรเข้าไปตามที่มีข้อมูลในเว็บ 081-815-1543 ปรากฏว่าคุณเปิ้ลผู้เป็นเจ้าของรับสายด้วยอัธยาศัยดีเหลือหลาย และยินดีต้อนรับครอบครัวเราด้วยเสียงที่ยิ้มแย้ม พร้อมกับบอกว่า
“ที่พักของเปิ้ลไม่มีป้ายค่ะ ให้เข้าซอยก่อนถึงโรงเรียนหนองใหญ่ พอเข้าซอยไปถึงทางแยกให้เลี้ยวซ้ายค่ะ ขับรถไปตามทาง แล้วก็จะถึงเลย”
พอถึงแล้วก็ต้องร้องโอ้พระเจ้าจอร์จ พื้นที่สวยงามจริงๆค่ะ บ้านเป็นแบบปูนเปลือย ดูเรียบง่าย แต่มีเสน่ห์ โดยเฉพาะหลังคาฟางที่มัดขึ้นรูปเป็นไก่บนจั่วนั่นดึงดูดสายตาเหลือเกิน ที่สำคัญบ้านปลูกอยู่บนไหล่เนินเขา เราเลยได้เป็นเจ้าของวิวของอุทยานหินงามคนเดียวไม่มีใครแย่งมุมเลย
แต่โอ๊ะๆๆ ขอบอกก่อนว่าตอนนี้ บ้านมีอยู่หลังเดียว นอนได้ 2-4 คนนะคะ เห็นกำลังสร้างอีกหลังอยู่ข้างๆ น่าจะเสร็จทันปลายปีให้ใครต่อใครมากินหมอกได้
บ้านมีพัดลม น้ำร้อน น้ำเย็น ทีวี ตู้เย็น…ยกเว้นเอร์ ที่เป็นของฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น เพราะอากาศที่นี่เย็นสบาย ลมที่โชยพัดโกรกเนินเขาก็เข้าหน้าเราคนเดียว ถึงขนาดดึกๆ ต้องลุกขึ้นมา “หรี่หน้าต่าง” กันเลยทีเดียว
แต่ที่น่ารักจริงของที่นี่ ก็ต้องบอกว่าคือ “คน” มากกว่าสถานที่… “คุณนก” แม่บ้านของที่นี่ (มีคนเดียวทำทุกอย่าง) มีอัธยาศัยน่ารัก กันเอง และดูจิตใจใสงามดีแท้
ทำให้ชัยภูมิในความทรงจำมันน่ารักสดใสไปด้วยเหมือนกัน
เช้าวันใหม่ รีบตื่นขึ้นมาแต่ตีห้าครึ่งเพื่อมาเชยชมหมอกที่เขาเล่าขานกัน วันนี้หมอกน้อย เพราะฝนร้างเม็ดมาวันนึงแล้ว คนแถวนี้บอกว่า ถ้าเมื่อวานฝนตก วันนี้คุณจะเห็นหมอกชัด หรือเรียกอีกทีคือคุณจะไม่เห็นอะไรเลย เพราะหมอกหนามาก 5 5 5 5
เราเข้าอุทยานแต่เช้า เดินเหินบนสะพานที่ทอดยาวตามทุ่งดอกกระเจียวสีสวย แม้จะไม่เต็มทุ่งเหมือนที่เราเห็นในโปสการ์ด และดอกกระเจียวก็เล็กกว่าที่เขาวางแผงขายอยู่หน้าอุทยาน แต่เราก็มีความสุขและสดชื่นกับอากาศชื้นของป่าเต็งรังที่สวยงามแห่งนี้
ถ่ายรูปดอกไม้จน memory พร่องแล้ว เราเก็บที่ท่องเที่ยวในละแวกใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็นอุทยานหินงาม หรือบริเวณหน้าผาสุดแผ่นดิน ก็คงได้เวลาแดดร้อนพอดี กระโดดขึ้นรถอีกทีเพื่อกลับกรุงเทพ อำลาชัยภูมิง่ายๆ ด้วยน้อยหน้าหกกิโล ร้อยห้าสิบบาท และฟักทองลูกละสิบบาท (ลูกใหญ่เกือบจะทำรถม้าซินเดอเรลล่าได้)
ตอนแรกกะจะกลับกรุงเทพด้วยเส้นทางสระบุรี ลพบุรี แต่พอขับมาถึงอำเภอลำสนธิ (วู้ววว ชื่อทันสมัยจริงๆ) ก็เห็นป้ายชี้ไปปากช่อง สี่สิบกว่ากิโล เลยตาลุกวาว โห…ทางลัดแน่ๆ เส้นทางมันสั้นกว่าที่กะไว้แต่แรก ไวเท่าใจนึก คนขับก็เลี้ยวปรึ๊ดเข้าไปเลย
ถนน ลำสนธิ-ปากช่อง อยู่บนทางหลวงหมายเลข 2247 เป็นถนนเส้นเล็กๆ แค่ 2เลน เหมือนถนนเข้าหมู่บ้าน แต่ที่พิเศษคือเป็นถนนที่ตัดอยู่ระหว่างเขาสองลูก วิวทิวทัศน์ระหว่างทางจึงดูอบอุ่นเหมือนมีคนกอดอยู่ตลอดเวลา ท้องฟ้าสีเข้มตัดกับทุ่งอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดสีเขียวสดรับกับทิวเขาเบื้องหลัง สวยงามเหมือนเมืองในนิทานเลย
แต่ต้องบอกว่าใครอยากโรแมนติคขับรถบนถนนเส้นนี้ ต้องใจเย็นๆ ไม่รีบไม่ร้อน เพราะถ้าคุณขับตามฝูงวัว รถอีแต๋น หรือขบวนเทียนพรรษาอย่างที่เราเจอ ความเร็วของเข็มไมล์จะตกลงอย่างหน้าใจหาย ยิ่งถ้าเป็นมนุษย์ที่ชอบแวะปั๊มเจ็ท หรือหาของกินริมทาง… ก็อย่ามาเลย ตลอดเส้นทางมีแต่ทุ่งอ้อยนะคะ
เราออกมาถึงปากช่องตอนเที่ยงเข้มๆ พอดีหิวเลย สบโอกาสแวะร้านที่มีคนแนะนำมานาน “บ้านไม้ชายน้ำ” ร้านดังของปากช่อง ทางเข้าหาไม่ยากอยู่ซอยเกือบๆ จะตรงข้ามกับแคนยักษ์ที่มีป้ายปักว่า “ประตูสู่อีสาน” ปากซอยปักป้ายไว้ใหญ่โตตำตาเลย ใครกลัวหาไม่เจอ ไปโหลดแผนที่มาก่อนก็ได้ที่ http://www.banmaichaynam.com/
ที่บ้านไม้ชายน้ำ สวยงามน่ารักตั้งแต่ปากทางเข้าที่จัดเหมือนเรือนร้านค้าริมน้ำที่ตลาดอัมพวา มีของกระจุกกระจิกน่ารักให้ดูเพลินตลอดทาง จนเดินลงมาถึงริมน้ำไม่รู้ตัว บรรยากาศร้านน่านั่งและมีให้เลือกหลายมุม หลายอารมณ์ เหมือนมาเที่ยวบ้านคุณยายนักสะสมดูอบอุ่นกันเอง
เราเลือกนั่งติดริมน้ำ เพื่อจะกินหมูสะเต๊ะแกล้มเสียงน้ำจากฝาย อาหารอร่อย บรรยากาศดี น้องๆ พนักงาน จนถึงคุณยายเจ้าของน่ารักดีแท้ พอเรากินเสร็จฝนตกหนัก ไม่เหมาะแก่การฝ่าฝนออกไป น้องๆ ก็ยังมาชวนคุย ดูชมของนู้นนั่นนี้ เหมือนเจ้าของบ้าน พอฝนซาคุณยายก็เอาร่มใส่มือให้กันฝนออกไป แล้วยังเดินมาส่งถึงปากทาง…. แหมความรู้สึกเหมือนมาบ้านญาติจริงๆ เล้ย
จบทริปนี้ด้วยการซื้อของฝากตามมาตรฐาน อาทิแวะ fly now outlet เก็บเสื้อผ้าลดราคามาสักตัว สองตัว แวะซดนมข้าวโพดที่ศูนย์ทดลองพันธุ์พืชของเกษตร ซื้อโยเกิร์ตและนมสดที่เดลี่ฟาร์ม และปิดท้ายด้วยหมูสวรรค์ และไอติม “อืม…มิลค์” ที่ฟาร์มโชคชัย
แค่นี้ก็หมดแรงแล้ว สำหรับทริปเล็กๆ แต่ความสุขใหญ่ๆ ของการชมทุ่งดอกกระเจียวบาน สองวัน หนึ่งคืน
…………………………………………………………………………………………………….

น่าไปเที่ยวด้วยจัง เคยไปหลายปีมาแล้ว แต่ดูจากรูป ทุ่งดอกกระเจียวยังงามเหมือนเดิม สะพานไม้ยังคงน่าเดิน ไม่มีอะไรเปลี่ยน
รูปทางเข้า”บ้านไม้ชายน้ำ”ที่มีม่านดอกไม้ระย้า สวยมากจ้ะ….
คนที่เทพสถิตบอกว่า ใครยังอยากไปดูทุ่งดอกกระเจียวยังไปได้อีกถึงประมาณสิ้นเดือนนี้นะคะ
แต่ถึงดอกกระเจียวจะหายไป แต่จะขอบอกว่าป่าเต็งรังแห่งอุทยานหินงามเนี้ยสวยงามมาก
ลำต้นคดงอสีเข้ม ตัดกับทุ่งหญ้าเขียวตอง วันไหนหมอกลง ถ่ายรูปมาคงไม่แพ้ป่าเมืองหนาวที่ไอแลนด์ วันไหนฟ้าใสก็คงได้รูปสีแจ่มๆ ไม่แพ้กันนะคะ
ยังคงสวยงามมาก และยังมีสะพานไม้ให้เดินง่ายๆอีก เคยไปมานานแระ จนเกือบลืมไปแล้ว เห็นภาพบรรยากาศแล้วชอบมาก สงสัยต้องไปรื้อฟื้นบรรยากาศในช่วงพรีฮันนีมูนใหม่อีกครั้ง