“กลับบ้านเถอะอีหนู
เป็นเบี้ยเป็นหมาก ตรากตรำ
พ่อแม่อยู่ข้างหลัง… แสนห่วงกังวล”
ฟังเพลงนี้อีกครั้งด้วยความเศร้าแทนรอยยิ้ม..อย่างยี่สิบปีที่แล้ว
ด้วยเนื้อเพลง “กล้วยไข่” บางท่อนมันโงนเงนหัวใจ
*
ลัล ลัล ลา ครูเงื้อไม้ตี
ลัล ลัล ลา สารภีตีตอบ
เอาปืนยิงแล้วโยนระเบิดซ้ำ
ยิงจนขะมำแล้วเดินมาใหม่
กลับมาบรรเลง ร้องเพลงกล้วยไข่
จับมือร่วมร้องเข้าไว้ … ไม่มีกระดูก
… เด็กๆ คงคิดว่ากำลังเล่นอยู่ใช่ไหมนั่น? …
*
ห่วงลูกห่วงหลานที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต
บนกรอบความคิดที่ผู้ใหญ่บางคนวางไว้ให้
ภาวนาให้หนูๆ จงแข็งแรงที่ใจ มีสติ และคิดเป็น
ไม่ว่าเมล็ดพันธุ์ใดๆ ที่ปลูกไว้ในจิตใจวันนี้
ขอให้ผลิบานเป็นคุณธรรม ความรักและความสุข
แทนความเครียดแค้นชิงชังและฝักฝ่าย
รู้โลก รู้เห็น และรู้เป็นไปในความแตกต่างและเปลี่ยนแปลง
ไม่ยึดติดและคิดแต่ข้างเดียว
แก้ปัญหาด้วยปัญญาและการปฏิบัติ มิใช่กำลังและพลัง
*
สิ่งที่รู้เห็นและเป็นในวันนี้
ขอให้ตกตะกอนเป็นความคิด สติ และศรัทธาที่แท้จริงในภายภาคหน้า
และดำรงชีวิตอย่างอยู่รอดปลอดภัย จากการตัดสินใจที่แท้ของตนเอง
เกิดสงครามพันครั้ง
เด็กก็ยังสวยงาม
เป็นเพียงแค่สงครามความเดียงสาเท่าเดิม
*
ปล่อยเด็กออกมาจากอุ้งมือเถอะท่าน!
โดนใจ “ปล่อยเด็กออกมาจากอุ้งมือเถอะท่าน!” ใช่เลย
ท่านคงเดินเกมอยู่ตลอดเวลาเลยชิน เห็นอะไรเป็นหมากไปซะหมด ลืมไปว่าหนูยังเป็นเด็กอยู่เลย
คงจะดี ท่ามีคนเสียสละ… บ้าง
เห็นด้วยค่ะ คุณ Taifah
ถ้าเลิกมองสิ่งที่ทำกันเป็นเกม เป็นเล่น… คงไม่ต้องมีฝ่ายแพ้หรือชนะ
เสียสละ แล้วชนะทั้งหมด… ท่าจะดี
ถ้าเขาเลือกจะชนะแล้วพ่ายแพ้กันหมดประเทศ
จะเรียกสิ่งนั้นว่า “ชัยชนะ” ได้อย่างไร?
หุหุ … ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้นำ…
อยู่กับคนทุกๆคน..
เห็นด้วย
คาดว่าการศึกษาของประเทศไม่ดีและน่าสนใจพอที่จะชักจูงให้เด็กตั้งใจเรียน หุหุ
เด็กเค้าคิดว่า
การเมือง ก็แค่ เรื่องแฟชั่น
วันนี้รอยยิ้มก็คงไม่มี
มีแต่เรื่องเศร้าเนอะ
ทำไมต้องยิง ต้องเจ็บ ต้องตาย …เพราะการแบ่งห้างข้างฝ่าย
ถูกทั้งคู่ หรือ ผิดทั้งคู่ ???
ถูกให้เอาสีขาวป้ายทีนึง
ผิดให้เอาสีดำป้ายทีนึง
จะพบว่า…เทา ทั้งคู่
เป็นสีที่สลดหดหู่ และ อึมครึมจริงๆ
… เหมือนสีของควันแก๊สน้ำตา
ที่แม้คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็น้ำตาไหลอาบแก้มได้เหมือนกัน
ไว้อาลัยแด่เหตุการณ์ปราบม๊อบพันธมิตร
7 ต.ค. 2008